ครูทำกิจกรรมร่วมกันกับนักเรียน

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับพ่อแม่เมื่อต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนคือการที่ต้องปล่อยลูกที่ร้องไห้ให้อยู่กับคนแปลกหน้าที่โรงเรียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนอร์สเซอรี่ โรงเรียนอนุบาลหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก มักจะมีภาพแบบนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งปี ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ยากสำหรับพ่อแม่ที่จะต้องปล่อยลูกไว้และพ่อแม่ก็มักจะเกิดความกังวลว่า

– ลูกจะหยุดร้องมั้ย?

– คุณครูจะสนใจลูกมั้ยถ้าลูกร้องไห้?

– ลูกจะกลัวมั้ยถ้าไม่มีพ่อกับแม่อยู่ด้วย?

– เราทำถูกรึเปล่านะ?

– เราควรกลับไปดีมั้ย?

 

พ่อแม่จะคิดไปต่างๆนานาเมื่อต้องปล่อยลูกที่ร้องไห้ไว้ที่โรงเรียน และเราหวังว่าบล็อคนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองคลายความกังวล อีกทั้งยังเพื่อเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่พ่อแม่อาจจะเห็นหรือไม่เห็นได้ที่บ้าน เราหาวิธีที่ช่วยให้เด็กๆรับมือกับการที่ต้องห่างจากพ่อแม่และสำหรับพ่อแม่ที่ต้องรับมือกับสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน

 

เรื่องส่วนใหญ่ที่พ่อแม่จะเป็นห่วงคือ…..

 

เด็กคนอื่นปรับตัวได้เร็วกว่า

เราต้องบอกก่อนเลยว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนจะมีวิธีการตอบสนองต่างกับเด็กคนอื่น อายุของเด็ก วิธีเลี้ยงดูเด็กที่บ้าน เพศของเด็ก อีกทั้งสภาพแวดล้อมที่เด็กโตมาด้วยจะส่งผลต่อปฏิกิริยาของเด็กที่จะแสดงออกมาเมื่อถูกปล่อยให้อยู่กับคนแปลกหน้า เด็กบางคนจะร้องไห้ไม่หยุดในช่วงอาทิตย์หรือสองอาทิตย์แรก บางคนร้องไห้แค่หนึ่งชั่วโมงแต่ร้องทุกวันในช่วงอาทิตย์แรกๆ และบางคนร้องไห้เฉพาะช่วงที่ผู้ปกครองมาส่งและมารับ ระยะเวลาที่เด็กร้องไห้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก แต่นี่เป็นเรื่องของการที่ต้องห่างจากพ่อแม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตที่เด็กๆจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ โปรดอย่าคิดว่าลูกของคุณไม่พร้อมเพียงเพราะเห็นเด็กคนอื่นหยุดร้องไห้เร็วกว่า เพราะมีหลายครั้งที่เราเห็นได้ว่าเด็กที่ปรับตัวได้ช้าที่สุดกลับเป็นเด็กที่ปรับตัวได้ดีที่สุด

 

บางทีลูกอาจจะยังไม่พร้อม

สิ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรจะทำมากที่สุดเลยคือใจอ่อนไปกับเสียงร้องไห้ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทั้งกับเด็กและพ่อแม่ แต่เคยมีผู้ปกครองบางท่านที่อยากจะให้ลูกอยู่ที่บ้านจนกว่าลูกมีอายุมากขึ้นเพราะคิดว่าลูกอาจจะมีความพร้อมมากกว่าตอนนี้ เด็กที่มีอายุต่างกันจะมีการตอบสนองต่างกันและแน่นอนว่ามันอาจจะส่งผลต่อระยะเวลาที่ใช้ในการปรับตัว การที่ผู้ปกครองให้เด็กออกจากกระบวนการที่ได้เริ่มไปแล้วจะเป็นสิ่งที่แย่กว่า เด็กอายุ 1 ขวบ อาจจะร้องไห้เป็นอาทิตย์ถ้าเปรียบเทียบกับเด็กอายุ 2 ขวบที่ร้องจะแค่ 3 วัน แต่การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ก็จะยังมีอยู่ไม่ว่าเด็กจะมีอายุเท่าไรก็ตาม อีกทั้งเด็กนั้นยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของเวลา

 

เราจะจัดสรรเวลาทำงานและลองเริ่มจากอาทิตย์ละ 3 วัน

มีบางครั้งที่ทางผู้ปกครองต้องการให้เด็กมาโรงเรียนแค่ครึ่งวันหรือมาแค่อาทิตย์ละ 3 วัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการทำแบบนี้จะส่งผลกับการเข้าสังคมของเด็ก เด็กๆจะคิดว่ามันเป็นเรื่องยากเพราะเด็กต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวัน การที่เด็กมาโรงเรียนบ้างไม่มาบ้างจะทำให้เด็กไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้องไปโรงเรียนหรือไม่ ในขณะที่เด็กคนอื่นเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆแต่เด็กกลับมีกิจวัตรประจำวันที่แตกต่างออกไปซึ่งจะทำให้เด็กต้องใช้เวลานานในการปรับตัว แต่ถ้าหากว่าผู้ปกครองต้องการการดูแลแค่ช่วงเวลาหนึ่งผู้ปกครองก็จะต้องทำให้มันเป็นกิจวัตร การไปโรงเรียนครึ่งวันทุกวันจะดีกว่าการไปโรงเรียนแค่บางวัน เพราะอย่างน้อยเด็กจะได้เรียนรู้การที่ต้องห่างจากผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอและเป็นกิจวัตร

 

พฤติกรรมของลูกเปลี่ยนไป

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่ดีมันก็เป็นสิ่งที่จะต้องรับไว้ ลูกของคุณกำลังมีพัฒนาการและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ พวกเขาได้ถูกดึงให้เข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่ ลูกของคุณจะอยากรู้สิ่งใหม่ๆ จะเริ่มมีคำถามมากขึ้น และจะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในแบบที่พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน เด็กๆจะต้องแบ่งความสนใจที่ได้รับจากผู้ใหญ่และของเล่นกับคนอื่นๆเป็นครั้งแรก ถ้าเด็กเริ่มที่จะทำตัวไม่น่ารักหรือมีอาการตอบสนองที่ไม่ดี ลองพูดคุยกับผู้ที่ดูแลเด็กหรือคุณครูเพื่อหาว่าอะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมแบบนี้ ร่วมไปกับการกระตุ้นเด็กและช่วยพวกเขาให้ผ่านมันไปได้ โดยการพาพวกเขาออกจากสภาพแวดล้อมนั้น

 

แล้วเราจะช่วยลูกในการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร?

 

ทางโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กใช้หลายๆวิธีที่จะช่วยให้เด็กๆปรับตัวได้แต่ก็มีบางอย่างที่พ่อแม่สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน เราได้พูดถึงการทำให้เป็นกิจวัตรไปแล้วแต่ก็มีทริคง่ายๆบางอย่างที่จะทำให้การห่างจากพ่อแม่เป็นไปได้ง่ายขึ้น

 

ทำงานร่วมกับผู้ที่ดูแลเด็ก

อย่างแรกที่พ่อแม่ต้องจำไว้เลยคือ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ลูกของคุณทำตัวดีเป็นงานอีกอย่างหนึ่งของทางโรงเรียน หรือใครก็ตามที่ดูแลลูกของคุณ ซึ่งคุณต้องทำงานร่วมกับเขาโดยไม่ตัดสินใจอะไรด้วยตัวของคุณเอง ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะรู้จักลูกของตัวเองมากกว่าที่คนอื่นรู้จัก แต่ผู้ที่คุณได้จ่ายเงินให้ดูแลลูกของคุณนั้นมีประสบการณ์ยาวนานมากกว่าที่คุณเป็นพ่อแม่และพวกเขาได้เรียนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องยอมรับกับทุกอย่างที่พวกเขาบอก แต่คุณควรจะทำงานร่วมกับเขาเพื่อช่วยให้ลูกของคุณเข้าที่เข้าทาง

 

สร้างความมั่นใจให้กับลูกแต่พยายามส่งลูกให้ไวด้วยความมั่นใจ

เด็กๆมีความสามารถอย่างไม่น่าเชื่อในการรับรู้ถึงสิ่งผิดปรกติโดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นกับแม่ พยายามอย่าแสดงให้ลูกของคุณเห็นว่ามีอารมณ์อ่อนไหว บอกพวกเขาไปด้วยความมั่นใจว่าคุณจะต้องไปแล้วแต่จะกลับมารับพวกเขาในไม่ช้าและบอกเขาไปว่าผู้ที่จะดูแลเขานั้นไว้ใจได้ โบกมือลาพวกเขาก่อนไป สิ่งที่แย่ที่สุดคือการที่คุณยังอยู่กับลูกและใช้เวลากับลูกนานเกินไปจนลูกนึกได้ว่าทำไมเขาถึงร้องไห้และเริ่มร้องไห้อีกครั้ง

 

พาลูกมาโรงเรียนแต่เช้า

เริ่มต้นวันด้วยการอยู่กับลูกและปล่อยให้เขาเล่น ทำให้เขาเห็นว่าสิ่งรอบตัวนั้นสนุกและเขาจะปลอดภัยที่นี่ก่อนจะบอกลาและบอกเขาว่าอีกไม่นานคุณจะกลับมา เด็กร้องไห้เพราะพวกเขาคิดถึงพ่อแม่หรือรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่ถ้าพวกเขาได้มีส่วนร่วมหรือถูกเบี่ยงเบนความสนใจมันจะทำให้ง่ายสำหรับพวกเขาที่จะบอกลา

 

เมื่อสิ้นสุดวันลูกของคุณอาจจะร้องไห้ เราได้เห็นเด็กที่มาโรงเรียนครั้งแรกเป็นพันๆคนและไม่มีคนไหนเลยที่จะไม่ร้องไห้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กอายุ 10 ขวบก็ยังมีบ้างที่เขาจะร้องไห้ พวกเราได้เคยผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วและพวกเราก็ผ่านมันมาได้ ลูกของคุณก็ต้องผ่านสิ่งนี้ไปได้เช่นกัน ดังนั้นเริ่มต้นทำตั้งแต่เนิ่นๆและทำต่อไปเรื่อยๆ ลูกของคุณจะขอบคุณพ่อแม่สำหรับการฝึกความมั่นใจให้เขาตั้งแต่เด็กเพราะมันจะช่วยให้เขารู้ถึงการเติบโตและทำให้พวกเขาภาคภูมิใจเมื่อเขาได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆด้วยตัวของพวกเขาเอง

Leave Your Reply

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>